วิธีการทำข้อมูลของคุณให้ปลอดภัยถ้าหากการเชื่อมต่อ VPN ของคุณถูกตัด

ถ้าหากคุณกำลังมองหา VPN ที่สมบูรณ์แบบหรือได้ลองใช้งานบางตัวมาแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่ง คุณจะพบว่าคุณสมบัติที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้คุณ ‘เลือกหรือไม่เลือก’ คือ: การเชื่อมต่อที่เสถียร

ถึงแม้ว่าคุณจะไม่เคยใช้ VPN มาก่อน คุณคงเคยพบกับการเชื่อมต่อกับ WiFi ที่ไม่เสถียรมาแล้ว – ซึ่งจะทำให้การทำงานของคุณสะดุด อย่างไรก็ตามการถูกตัดการเชื่อมต่อ VPN ของคุณก็มีความสำคัญเช่นกัน VPN จะมีประโยชน์อะไรถ้าหากการเชื่อมต่อไปยังเซิฟเวอร์ถูกตัด – ซึ่งจะทำให้มีการติดตามข้อมูลส่วนตัวที่มีค่าของคุณย้อนกลับผ่านไปยัง ISP ได้? มันก็เหมือนกับการที่คุณไม่ได้ใช้ VPN ตั้งแต่เริ่มต้น

คุณอาจสบายใจยิ่งขึ้นถ้าหากคุณทราบว่ายังมีวิธีการอื่น ๆ อีกหลายวิธีในการปกป้องและทำตัวคุณให้ปลอดภัยในสถานการณ์ต่าง ๆ ดังนั้นก่อนที่คุณจะใช้ Torrents หรือรับชม Netflix คุณจะต้องทำให้แน่ใจว่า ถ้าหาก VPN ของคุณเกิดล้มเหลว การส่งข้อมูลต่าง ๆ ของคุณจะถูกหยุดลง – แทนที่จะมีการส่งข้อมูลเหล่านี้ไปยังมือของ ISP

ไม่ว่าคุณจะใช้ Windows, Mac หรือ Linux นี่คือตัวอย่างของวิธีการแก้ปัญหา:

  1. เลือก VPN ที่มี “Kill Switch”

    นี่คือวิธีการสำหรับมือใหม่หรือผู้ใช้ที่ไม่มีความรู้ทางเทคนิคที่ไม่ต้องการทำการตั้งค่าที่ใช้เวลาค่อนข้างนานบนเครื่องคอมพิวเตอร์ VPN ‘Kill Switch’ ซึ่งเคยเป็นฟีเจอร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ในปัจจุบันได้กลายเป็นจุดขายที่สำคัญของผู้ให้บริการ VPN

‘Kill Switch’ ได้ถูกสร้างไว้ในซอฟต์แวร์ VPN หลายตัว และสามารถเปิดใช้งานได้ด้วยการทำเครื่องหมายไปที่ช่องเท่านั้น – ในบางครั้งก็มีชื่อเป็นอย่างอื่น (เหมือนกับที่มีใน Mullvad ด้านบนนี้) มันจะทำให้คุณมั่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้อมูลของคุณจะไม่หลุดออกไปจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณถ้าหาก VPN เกิดล้มเหลว โปรแกรมบางตัวจะพยายามทำการเชื่อมต่อแบบอัตโนมัติ – ถือเป็นฟีเจอร์ที่มีประโยชน์ถ้าหากคุณไม่ได้อยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน

ดังนั้นถ้าหาก VPN ปัจจุบันของคุณไม่มีฟีเจอร์ที่น่าสนใจเช่นนี้ บางทีมันอาจเป็นเวลาที่ดีที่จะต้องลองใช้บริการตัวอื่นที่มีการดูแลลูกค้าของตัวเอง

นี่คือลิสต์ของบริษัทที่มี ‘kill switch’ บนซอฟต์แวร์:

ผู้ใช้งาน Torrent ควรใช้ VUZE (Windows, OSX)

นี่คือ VPN ที่เป็นมิตรกับ Torrent client ซึ่งมีความสามารถในการเริ่มต้นไม่ว่าคุณกำลังใช้ VPN อยู่หรือไม่ก็ตาม Vuze จะทำการแสดงข้อความแจ้งเตือนคุณเพื่อให้คุณใช้ client ผ่าน VPN

เมื่อทำการคลิกที่ yes โปรแกรมจะทำการตั้งค่านี้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าหากไม่เป็นเช่นนี้มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยุ่งยาก – คุณสามารถทำเองได้อย่างง่ายดาย

  • ไปที่ Tools >> Options คลิก  ‘Advanced’ ที่อยู่ใต้: ‘User Proficiency’
  • คลิก Connection >> Advanced Network Settings

  • ดูที่ลิสต์ทางขวาและเลือก IP address ที่ตรงกับ VPN ของคุณ
  • คัดลอกและวาง interface name ไว้ใน ‘Bind to local IP address or interface
  • คลิกที่ ‘Enforce IP bindings…

คุณจะทราบว่าถ้าหากทราฟฟิก Torrent ของคุณถูกเชื่อมโยงผ่านทาง VPN เมื่อไอคอนที่อยู่ทางด้านมุมล่างขวาเปลี่ยนเป็นสีเขียว เมื่อการเชื่อมต่อ VPN ของคุณหยุดลง กระบวนการทั้งหมดจะหยุดลงเช่นกัน ไอคอนจะใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการเปลี่ยนเป็นสีเขียว แต่คุณก็สามารถไว้วางใจได้จะว่าไม่มีข้อมูลใด ๆ หลุดออกไปเมื่อ VPN ได้หยุดการทำงานลง

 

 

  1. ดาวน์โหลด VPNetMon – สำหรับผู้ใช้ Windows เท่านั้น

ถ้าหากผู้ให้บริการ VPN ปัจจุบันของคุณไม่มี ‘kill switch’  อย่าพึ่งสิ้นหวัง VPNetMon เป็นซอฟต์แวร์ฟรีที่มีประโยชน์สำหรับผู้ใช้ Windows ที่ได้รับการออกแบบมาให้ทำการปิดโปรแกรมที่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตโดยอัตโนมัติเมื่อการเชื่อมต่อกับ VPN ได้ขาดหายไป ถึงแม้ว่าคุณจะต้องทำการตั้งค่าด้วยตัวคุณเอง แต่มันก็ไม่มีอะไรที่ยุ่งยาก

ลองมาดูกันว่าสิ่งนี้ทำงานอย่างไร:

  • ดาวน์โหลด VPNetMon ที่นี่: Extract และรัน
  • คลิกที่ opt คุณจะสามารถเลือกโปรแกรมที่ควรจะถูกปิดเมื่อการเชื่อมต่อ VPN ได้ขาดหายไป (A)
  • กรอก ตัวเลขสองตัวแรก ของ VPNs IP address (อยู่ใต้ ‘IPV4 Address boxes’) ในช่อง ‘VPN IP Start’ (B)

  • ทดลองใช้งานโดยการตัดการเชื่อมต่อกับ VPN ของคุณ ถ้าหากคุณเห็นโปรแกรมทั้งหมดได้ถูกปิดลง นั่นคือคุณได้สร้าง ‘kill switch’ ของคุณเองแล้ว
  • คุณจะต้องเริ่มใช้งานโปรแกรมแต่ละตัวผ่านทางโปรแกรม VPNetMon
  •  เมื่อคุณได้เชื่อมต่อกับ VPN ของคุณแล้ว คุณจะพบว่า IP address จะเปลี่ยนเป็นสีเขียวในช่อง ‘IPV4 addresses’ (C) ด้านล่าง

 

  1. ลอง VPN Check – Windows และ Linux

โปรแกรมที่ใช้สำหรับการเฝ้าดูอีกตัว – ในครั้งนี้ผู้ใช้ Linux จะสามารถใช้งานได้ด้วย โปรแกรมนี้จะมีลักษณะคล้ายกับ VPNetMon โดยมีความเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะทำการปิดโปรแกรมทั้งหมด (เช่น BitTorrent) โดยอัตโนมัติเมื่อการเชื่อมต่อ VPN ถูกตัดขาด

นี่เป็นโปรแกรมที่ทำงานด้วยตัวเองและสามารถใช้งานร่วมกับโปรแกรม VPN ตัวอื่น ๆ ได้ โดยจะสามารถทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้กับ OpenVPN ซึ่งไม่มี ‘kill switch’ เป็นของตัวเอง

  • ดาวน์โหลดเวอร์ชั่นฟรีหรือโปรได้ที่นี่ [ http://www.guavi.com/vpncheck_free.html ] หลังจากที่ดาวน์โหลดเสร็จแล้ว ให้ทำการเปิดและคลิกที่ ‘config’ ถ้าหากคุณใช้ Windows คุณสามารถกรอกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่าน VPN ของคุณเพื่อเชื่อมโยงไปยังผู้ให้บริการเดิมของคุณ

 

  • เลือกโปรแกรมที่คุณต้องการให้ปิดตัวลงถ้าหาก VPN ถูกตัดการเชื่อมต่อ โดยคลิกที่ ‘Cycle IP Task’ คุณจะสามารถเลือกว่าต้องการปิดโปรแกรมเหล่านี้หรือแม้แต่ ปิดการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตทั้งหมดก็ได้ ถ้าหากการเชื่อมต่อ VPN ถูกตัดขาด

‘Loop time (sec)’ คือความถี่ที่คุณต้องการให้โปรแกรมตรวจสอบการเชื่อมต่อกับ VPN จากภาพด้านล่างนี้แสดงเป็น “2” ดังนั้นโปรแกรมจะทำการตรวจสอบการเชื่อมต่อทุก ๆ 2 วินาที

 

กล่าวโดยสรุป

ไม่ว่ากิจกรรมออนไลน์ของคุณจะเป็น – การใช้งาน torrent, การสตรีมมิ่ง, การดาวน์โหลด – นี่เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรละเลย และด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ คุณก็ไม่ต้องกังวลว่าข้อมูลของคุณจะหลุดไปยัง ISP ของคุณ

การทำ ‘kill switch’ ของคุณเองอาจต้องทำการตั้งค่าด้วยตัวเอง แต่วิธีการแก้ปัญาที่ซับซ้อนนี้ก็ยังดีกว่าไม่มีวิธีการใด ๆ เลย ถึงแม้ว่าคุณอาจรู้สึกโล่งอกที่พบว่าผู้ให้บริการ VPN บางรายมีฟีเจอร์สนี้อยู่แล้ว – ซึ่งช่วยประหยัดเวลา, เงิน และลดความเครียดได้ ‘kill switch’ เป็นเครื่องมือปกป้องที่สำคัญสำหรับคุณในปัจจุบัน

 

สิ่งนี้มีประโยชน์หรือไม่? ทำการแชร์!
รอก่อน! Nord ลดราคา VPN ของพวกเขาลง 70%