จะหยุดคนอื่นจากการสะกดรอยเบราเซอร์ของคุณได้อย่างไร

ในขณะที่คุณเรียกดูเว็บ กิจกรรมต่างๆของคุณอาจจะถูกเฝ้าสังเกตและรวมรวมข้อมูลโดยบุคคลที่สามซึ่งอาจได้รับความยินยอมจากคุณหรือไม่ก็ตาม การกระทำดังกล่าวเป็นที่รู้จักว่า การสะกดรอยเบราเซอร์หรือการสะกดรอยออนไลน์ โดยเจ้าของเว็บไซต์และผู้โฆษณาจะร่วมกันเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้เบราเซอร์เพื่อที่จะสร้างโปรไฟล์เกี่ยวกับความสนใจของคุณเพื่อผลประโยชน์ทางการค้า มันถูกกระทำอย่างลับๆโดยที่คุณแทบจะไม่รู้สึกแปลกจากการถูกเฝ้ามองอยู่ ความรู้สึกเดียวกับที่มีคนแปลกหน้ามากมายกำลังแอบมองคุณผ่านหน้าต่างหรือถูกพนักงานเดินตามในร้านค้า

เทคนิคที่ใช้กันโดยทั่วไป

พวกเขาใช้เทคนิคทุกประเภท เช่น web beacons, server logs, tracking scripts, user agents, cookies, and browser fingerprinting เพื่อสะกดรอยการเรียกดูเว็บของคุณ

Web beacons  (เว็บบีคอน)

Web beacons เป็นรูปภาพเล็กๆที่ถูกฝังบนหน้าเว็บและจะรายงานเซอร์เวอร์เมื่อหน้าเว็บดังกล่าวถูกดาวน์โหลด บริษัทโฆษณาใช้ beacons เหล่านี้รายงานว่าใครเปิดหน้าเว็บหรืออีเมล์และเมื่อเวลาใด นี่เป็นเหตุผลที่ทำไมผู้ให้บริการอีเมล์ส่วนใหญ่จะถามก่อนที่จะแสดงรูปภาพว่าคุณไว้ใจผู้ส่งหรือไม่

Server Logs  (เซอร์เวอร์ล็อก)

Server logs เป็นอีกหนึ่งเทคนิคการสะกดรอยออนไลน์ที่ใช้เพื่อติดตามคำร้องของเว็บเซอร์เวอร์ที่ได้รับจากเบราเซอร์ เช่น หน้าเว็บไหนที่ถูกดาวน์โหลดและในเวลาใด เว็บไซต์ไหนเปิดอยู่ก่อนที่จะมาถึงหน้าเว็บปัจจุบัน (http referrer) และ the internet address (เพื่อการสะกดรอยตำแหน่งที่ตั้ง)

Browser user agents (เบราเซอร์ ยูเซอร์ เอเจนท์)

Browser user agents เป็นแอพพลิเคชั่นเล็กๆที่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของเบราเซอร์และระบบปฏิบัติการเบื้องหลัง นี่จึงทำให้ผู้โฆษณารวบรวมข้อมูลลับที่ใช้ระบุตัวตนของผู้เข้าชมเว็บไซต์ได้

Cookies (คุกกี้)

Cookies เป็นเทคโนโลยีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในการใช้สะกดรอยเบราเซอร์  cookies คือข้อมูลขนาดเล็กที่ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์จากเว็บไซต์ที่คุณเข้าชม

โดยเป็นการระบุอัตลักษณ์เบราเซอร์ของคุณ เมื่อใดที่เว็บไซต์เจอข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ใน cookies เว็บไซต์จะรู้ได้ทันทีว่าเบราเซอร์นั้นถูกพบเห็นมาก่อน ผู้โฆษณาใช้เทคโนโลยีนี้ในการเฝ้าสังเกตการณ์พฤติกรรมการเข้าเว็บเพื่อที่จะตั้งเป้าหมายของการโฆษณา

เมื่อผู้ใช้รับรู้ถึงการก้าวก่ายจาก cookies เพิ่มมากขึ้น ผู้พัฒนาเบราเซอร์ก็ตอบสนองด้วยการเพิ่ม รูปแบบการเข้าเว็บส่วนตัวในสินค้าของพวกเขา นอกจากนี้ผู้พัฒนาอิสระก็เริ่มจะสร้างสรรค์ตัวเสริมการป้องกันความเป็นส่วนตัว และ ผู้ใช้ก็จะค่อยๆสามารถกลับมาควบคุมความเป็นส่วนตัวของตนได้โดยการเรียนรู้ที่จะล้างหรือหลีกเลี่ยง cookies

เช่นเดียวกับเกมส์วิ่งไล่จับ บริษัทโฆษณาก็หันไปหาเทคนิคใหม่ที่จะซ่อนข้อมูล (cookies) ใน Adobe Flash ซึ่งสามารถเก็บหรือเรียกข้อมูลเมื่อใดก็ตามที่ผู้ใช้เข้าถึงหน้าเว็บที่มีแอพพลิเคชัน Flash

Flash cookies (แฟลช คุกกี้)

เช่นเดียวกับ cookies ปกติ  Flash cookies บรรจุข้อมูลที่ระบุอัตลักษณ์เบราเซอร์ของคุณและยังคงลบล้างคุกกี้ธรรมดาได้ หลังจากนั้นข้อมูลที่ซ่อนอยู่ใน Flash cookies นั้นก็จะฟื้นฟู cookies ธรรมดาที่ถูกลบไป บริษัทโฆษณาเชื่อมั่นกลวิธีอันชาญฉลาดนี้อยู่ระยะหนึ่งจนกระทั่งนักวิจัยได้ยกเลิกการวิจัยผิดกฎหมายนี้ลง

Browser Fingerprint  (เบราเซอร์ ฟิงเกอร์พรินท์)

เมื่อไม่นานมานี้ นักโฆษณาได้เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการสะกดรอยที่ทรงพลังแบบใหม่ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการระบุตัวตนของผู้ใช้ที่คงทนมากขึ้น ถึงแม้ว่าคุกกี้จะถูกปิดหรือว่าถูกกำจัดไปแล้ว เทคนิคใหม่นี้เรียกว่า browser fingerprinting หรือ devices fingerprinting ซึ่งอนุญาตให้เว็บไซต์นั้นระบุอัตลักษณ์ของอุปกรณ์หรือผู้เข้าชมเข้าเว็บจากการตั้งค่าเบราเซอร์ของเข้าใช้ดังกล่าว หรือ ลักษณะอื่นๆที่สังเกตเห็นได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเข้าชมเว็บไซต์เมื่อวานนี้และเข้าชมอีกครั้งในวันนี้ คุณจะถูกระบุตัวตนโดย browser fingerprint ของคุณเอง แม้ว่าคุณจะล้างคุกกี้ทั้งหมด และปกปิด IP address ของคุณแล้วก็ตาม

Browser fingerprinting นั้นมาจากแนวคิดลายนิ้วมือของมนุษย์ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของการระบุอัตลักษณ์ในระยะยาว สมมุติฐานคือมันเป็นไปได้ที่จะจำแนกเอกลักษณ์ของคอมพิวเตอร์ทั้งหมดบนอินเตอร์เนต โดยปราศจากการอนุญาติที่ชัดเจนของผู้ใช้เอง

วิธีนี้ทำสำเร็จได้โดยการได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในเบราเซอร์ของผู้ใช้เช่น การตั้งค่าหน้าจอ ชื่อเบราเซอร์ หมายเลขเวอร์ชั่น  ตัวเสริมที่ถูกติดตั้ง รูปแบบตัวอักษร และคุณสมบัติอื่นๆ เพื่อที่จะสร้าง fingerprint ที่เป็นเอกลักษณ์ของคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ การผสมผสานของคุณสมบัติเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะในเบราเซอร์ส่วนใหญ่

แต่ fingerprinting ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป มันอาจจะถูกใช้เพื่อต่อต้านการคลิกที่หลอกลวง หรือ สำหรับการพิสูจน์ตัวตนของผู้ใช้และการป้องกันการหลอกลวงโดยเฉพาะในธนาคารออนไลน์และเว็บไซต์การค้าปลีก อย่างไรก็ตาม fingerprinting ก็แสดงถึงความเป็นไปได้ของการคุกคามความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ออนไลน์ เพราะมันทำหน้าที่เป็นส่วนหน้าในการต่อสู้ที่ยาวนานเพื่อจะสะกดรอยพฤติกรรมการเข้าเว็บของผู้ใช้ซึ่งค่อนข้างจะเป็นการรุกล้ำถ้าเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ระบุตัวตนส่วนบุคคล

ในอดีต browser fingerprinting นั้นถูกจำกัดไว้ที่เบราเซอร์เดียว อย่างไรก็ตามในช่วงต้นปี 2017 นักวิจัยได้พัฒนาเทคนิค fingerprinting ที่ล้ำสมัยที่สุด เป็นที่รู้จักกันในนาม cross browser fingerprint ที่แม่นยำมากขึ้นและทำงานข้ามหลายเบราเซอร์ในอุปกรณ์เดียวกัน นั่นหมายความว่าแม้ว่าคุณจะเปลี่ยนเบราเซอร์ บริษัทโฆษณาก็ยังคงสามารถจดจำและสะกดรอยคุณได้

คุณจะปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณได้อย่างไร

การป้องกันอุปกรณ์ของคุณจาก Fingerprinting นั้นอาจจะยากที่จะทำสำเร็จ  แต่การใช้เครื่องมือเช่น Noscript หรือ ScriptSafe ในการการปิด Java script และ Flash นั้นก็สามารถช่วยลดการเปิดเผยข้อมูลของคุณให้กับ Fingerprinting ได้เยอะ อย่างไรก็ตามอุปสรรคก็คือ เว็บไซต์ส่วนใหญ่ยังต้องใช้ JavaScript และ Flash เพื่อที่จะทำงานได้อย่างถูกต้อง

ซึ่งมีประสิทธิภาพมากในการลดความเสี่ยงที่ Fingerprint จะมีเอกลักษณ์ซึ่ง คือการทำให้การตั้งค่าเบราเซอร์ของคุณกลมกลืนไปกับเบราเซอร์ที่เหลือ ยิ่งการตั้งค่าเบราเซอร์ของคุณเป็นไปในทางเดียวกันกับเบราเซอร์อื่นๆบนอินเตอร์เนตมากเท่าใด ก็ทำให้การระบุตัวตนของคุณยากขึ้นเท่านั้น

และมันได้เกิดขึ้นแล้วกับเบราเซอร์ของอุปกรณ์เคลื่อนที่ซึ่งไม่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นเอกลักษณ์ไปจนถึงขอบเขตที่เบราเซอร์ของคอมพิวเตอร์สามารถทำได้ นอกจากนี้  Tor browsers ยังถูกพบว่ามีประสิทธิภาพสูงเมื่อเปรียบเทียบกับ cross-browser fingerprinting คุณอาจจะใช้เครื่องมือเช่น AmIUnique (single browsers fingerprinting) และ Uniquemachine (cross browser fingerprinting) ในการเรียนรู้ว่าจะสามารถระบุตัวตนบนอินเตอร์เน็ตของคุณได้อย่างไร Panopticlick –ของ EEF ก็สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าเบราเซอร์ของคุณนั้นถูกป้องกันจาก Fingerprinting และ การสะกดรอยทั่วๆไปได้ดีเพียงใด

คุณยังสามารถใช้บริการ VPN ในการปิดบัง IP address และเข้ารหัสให้กับข้อมูลการเข้าเว็บของคุณได้อีกด้วย

“CyberGhost” นั้นมีข้อได้เปรียบในสถานการณ์นี้เพราะได้อ้างว่ามีลักษณะสำคัญที่ป้องกัน fingerprinting ที่เมื่อเปิดใช้งานจะทำให้สามารถช่วยลด fingerprinting ของเบราเซอร์ได้ แม้ว่า VPNs จะปิดบัง IP address แต่พวกมันก็ไม่ป้องกันคุณจากผู้สะกดรอยตามและโฆษณาที่ไม่สามารถมองเห็นได้เสมอไป เพื่อป้องกันการสะกดรอยของโฆษณาที่มีอยู่ทุกแห่ง คุณสามาถใช้ตัวบล็อคโฆษณาเช่น  uBlock origin หรือ Ghostry และตัวบล็อคการสะกดรอยเช่น DoNotTrackMe, PrivacyBadger หรือ Disconnect.

กล่าวโดยสรุปคือ ตราบใดที่โฆษณายังคงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโมเดลธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตอยู่ละก็ การสะกดรอยเบราเซอร์โดยทั่วๆไป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง fingerprinting ก็ยังคงอยู่ต่อไป  แม้คุณจะไม่มีทางเลือก แต่ถ้าคุณรักความเป็นส่วนตัวของคุณอย่างแท้จริง ก็จงยอมรับเทคโนโลยีที่ช่วยสงวนความเป็นส่วนตัว (รวมทั้ง VPN ด้วย)

สิ่งนี้มีประโยชน์หรือไม่? ทำการแชร์!
แชร์บน Facebook
Tweet สิ่งนี้
ทำการแชร์ถ้าหากคุณคิดว่า Google ยังไม่รู้จักคุณดีพอ