คู่มือที่ดีที่สุดสำหรับพ่อแม่เพื่อการปกป้องลูกของคุณบนอินเตอร์เน็ต

บทนำ

เราเห็นข่าวต่างๆเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเราตลอดเวลา ทำให้หลายๆคนเริ่มคิดว่าเทคโนโลยีส่งผลกระทบโดยตรงต่อเราอย่างไร แต่มีใครบ้างที่หยุดคิดว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีผลต่อลูกๆของเราอย่างไร?

คุณแม่ประมาณ 85% บอกว่าพวกเขาใช้เทคโนโลยีเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของลูก

อายุของเด็กๆสมัยนี้ที่เริ่มใช้อุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้นั้นน้อยลงเรื่อยๆ และการวิจัยเดียวกันนี้ก็พบว่า 83% ของครอบครัวอเมริกันมีแท็บเล็ต และ 77% มีสมาร์ทโฟน

แม้กระทั่งในโรงเรียนก็มีเทคโนโลยีมากมาย คุณครูก็สั่งการบ้านที่ต้องใช้การค้นหาและเครื่องมือต่างๆบนอินเตอร์เน็ต และก็ใช้แอปพลิเคชั่นเพื่อจัดการการบ้านเหล่านั้น

เทคโนโลยีนั้นมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและก็จะยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่หลายๆคนไม่ได้คิดถึงความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของโลกไซเบอร์ การวิจัยล่าสุดได้เปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจ: ผู้ปกครอง 68% ไม่เคยตรวจดูกิจกรรมออนไลน์ของลูกหลานเลย และกิจกรรมเหล่านี้ก็เพิ่มขึ้นทุกๆปี

สำหรับเด็กๆหลายคน โลกออนไลน์นั้นมีความเป็นจริงมากกว่าโลกแห่งความจริง ดังนั้นการที่พวกเราเข้าใจว่าเด็กๆเห็นอะไรบนโลกออนไลน์และมีอะไรอยู่บนโลกออนไลน์บ้างทั้งที่ดีและไม่ดี และสิ่งเหล่านั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอารมณ์ของพวกเขาอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของพวกเขา

ปัญหาที่หลายๆคนยอมรับก็คือเรารู้สึกว่าเราไม่เข้าใจโลกออนไลน์จริงๆ และ Instagram, Snapchat, และ Twitter ก็สร้างความสับสน และยังไม่รวมถึง 4chan และ TOR อีก และพวกเราก็ยังรู้สึกว่าเราไม่มีความรู้ด้านเทคนิคมากพอที่จะเข้าใจสิ่งที่ซับซ้อนเหล่านี้

ข่าวดีก็คือ การทำการควบคุมทางเทคนิคเพื่อปกป้องลูกหลานของคุณบนโลกออนไลน์นั้นไม่ได้เป็นเรื่องยาก และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณสามารถทำได้เพื่อปกป้องพวกเขาก็คือการคุยกับเขา; กำหนดขอบเขตของสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าถึงบนโลกออนไลน์รวมทั้งเวลาที่สามารถเล่นอินเตอร์เน็ตได้ให้ชัดเจน และก็อยู่เคียงข้างพวกเขาเมื่อทำผิดพลาดหรือเมื่อพวกเขาก้าวล้ำขอบเขตนั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำอยู่แล้ว

ในคู่มือแบบละเอียดนี้ เราได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญแปดข้อที่คุณควรให้ความสนใจเป็นพิเศษบนโลกออนไลน์ที่ซับซ้อนนี้ ซึ่งอาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ของคุณทุกข้อ ขึ้นอยู่กับอายุของลูกหลานคุณ นี่ไม่ได้เป็นเพียงคู่มือสำหรับสิ่งที่คุณควรทำตอนนี้แต่รวมถึงสิ่งที่คุณควรให้ความสนใจเมื่อลูกหลานของคุณเติบโตขึ้น

1. โทรศัพท์มือถือและแอพ

จากการสำรวจผู้บริโภคของ Influence Central พบว่า อายุเฉลี่ยของเด็กที่ได้รับสมาร์ทโฟนเป็นครั้งแรกคือ 10 ขวบ การให้สมาร์ทโฟนแก่ลูกหลานของคุณนั้นมีประโยชน์มากมาย โทรศัพท์มือถือเป็นเครื่องมือเพื่อความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม ลูกหลานของคุณสามารถบอกคุณได้เมื่อพวกเขาไปถึงสถานที่ต่างๆ, โทรเรียกให้คุณมารับ, หรือโทรหาคุณเมื่อเกิดเรื่องฉุกเฉิน และคุณยังสามารถใช้ GPS บนโทรศัพท์ของพวกเขาเพื่อติดตามสถานที่ที่พวกเขาอยู่ การที่พ่อแม่ทราบว่าพวกเขาสามารถติดต่อลูกๆได้ตลอดเวลานั้นทำให้พวกเขาอุ่นใจได้แน่นอน

อย่างไรก็ตามการใช้สมาร์ทโฟนในทางที่ผิดก็อาจทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กๆได้เช่นกัน เนื่องจากสมาร์ทโฟนเป็นอุปกรณ์ส่วนตัว เราจึงมักจะไม่ทราบว่าลูกหลานของพวกเราทำอะไรบ้าง หรือใช้งานโทรศัพท์มือถือเหล่านั้นอย่างไร

หากคุณมีความคิดที่จะให้สมาร์ทโฟนแก่ลูกๆของคุณก็ควรจะมีแนวทางที่ชัดเจนก่อนเพื่อที่ทุกคนจะได้เข้าใจตรงกัน หากลูกของคุณมีสมาร์ทโฟนแล้ว ตอนนี้ก็ยังไม่สายไปที่จะลองมาทบทวนกฎของครอบครัว ทำให้พวกเขาเข้าใจว่าการมีสมาร์ทโฟนนั้นเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

ใช้กฎเกี่ยวกับสมาร์ตโฟนกับลูกหลานของคุณ ยืนยันให้แน่ใจว่าลูกหลานจะให้คุณมีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมการใช้โทรศัพท์ของพวกเขาเพื่อรักษาความปลอดภัยของตนเอง

สิ่งเหล่านี้เป็นประโชน์ต่อความปลอดภัยในการใช้งานโทรศัพท์มือถือ:

  • ให้ลูกของคุณซ็นต์สัญญาในการใช้โทรศัพท์มือถือก่อนที่จะให้สมาร์ทโฟนแก่พวกเขา เขียนกฎในการใช้สมาร์ทโฟนและติดไว้ในบ้านของคุณ
  • ดาวน์โหลดแอพเพื่อการควบคุมของพ่อแม่ แอพเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถกำหนดข้อจำกัดในการใช้งานของลูกๆคุณได้, กำหนดตำแหน่งที่ใช้งาน และตรวจสอบการโทรและการส่งข้อความได้ และแอพเหล่านี้ยังช่วยให้คุณสามารถปิดการใช้งานบางอย่างในเวลาต่างๆ เช่น การปิดการใช้งานการส่งข้อความในขณะขับรถ
  • กำหนดข้อจำกัดด้านเวลาว่าพวกเขาสามารถใช้สมาร์ทโฟนได้เมื่อไหร่และนานแค่ไหนในแต่ละวัน
  • เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่พวกเขา ไม่ใช้โทรศัพท์บนโต๊ะอาหารและไม่ส่งข้อความในขณะที่ขับรถ
  • ให้พวกเขาชาร์จโทรศัพท์ในพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน โดยไม่ควรให้พวกเขาใช้โทรศัพท์ในห้องนอนและในตอนกลางคืน

2. วิดีโอต่างๆและสมาร์ททีวี

เราชอบคิดถึงเวลาที่ทุกคนในครอบครัวรวมตัวกันหน้าทีวีเพื่อดูอะไรบางอย่างด้วยกัน (ในความเป็นจริง พวกเราหลายคนอาจจะมีทีวีในห้องส่วนตัวและก็ใช้เวลาไปกับการดูทีวีโดยที่ไม่มีพ่อแม่อยู่ด้วยและคอยให้คำแนะนำ)

และการที่สตรีมมิ่งได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆนั้นทำให้เราสามารถดูรายการทีวีและภาพยนตร์ต่างๆได้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ก็มีหลายๆอย่างที่ไม่เหมาะกับเด็ก

แต่บริการสตรีมมิ่งเหล่านี้ก็มีประโยชน์มาก โดยมีรายการและสารคดีต่างๆที่ให้ความรู้แก่เด็กๆ และหลายๆรายการก็ไม่มีโฆษณา ทำให้ลูกๆของคุณไม่ต้องเห็นโฆษณาและข้อความเชิงพาณิชย์ต่างๆเหมือนเวลาพวกเขาดูทีวีธรรมดา และคุณสามารถเปิดโลกทัศน์ให้แก่พวกเขาได้ด้วยสตรีมมิ่งเหล่านี้ – แต่สิ่งที่สำคัญคือจะใช้งานอย่างไร

ผู้ให้บริการสตรีมมิ่งรายใหญ่ส่วนมากนั้นมีการควบคุมสำหรับพ่อแม่ และคุณสมบัติข้อนี้ของผู้ให้บริการบางรายก็อาจจะดีกว่ารายอื่นๆ Netflix ให้คุณสามารถสร้างบัญชีแยกสำหรับคุณและลูกของคุณ

การใช้เครื่องมือเหล่านี้ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าลูกของคุณจะสามารถดูได้แต่คอนเทนต์ที่เหมาะกับอายุของพวกเขาเท่านั้น เนื่องจากเมนูของ Netflix สำหรับเด็กนั้นมีสีที่แตกต่างจากเมนูธรรมดา ทำให้คุณเห็นได้ง่ายว่าลูกๆของคุณกำลังดูสิ่งที่พวกเขาได้รับอนุญาตให้ดูหรือไม่ อย่างไรก็ตามนี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไม่ดูรายการต่างๆจากบัญชีของคุณ ดังนั้นคุณก็ยังต้องระวัง

iTunes และ Apple TV ก็ให้พ่อแม่สามารถกำหนดเรตติ้งสำหรับสิ่งที่ลูกๆของพวกเขาสามารถดูได้ ในทางตรงกันข้าม Amazon Prime นั้นไม่มีคุณสมบัติในการควบคุมสำหรับพ่อแม่ ดังนั้นสิ่งเดียวที่คุณสามารถทำได้ก็คือการออกจากระบบและไม่ให้รหัสผ่านแก่พวกเขา

อย่างไรก็ตามเครื่องมือเหล่านี้ก็ไม่สามารถแทนที่การพูดคุยกับลูกๆของคุณบ่อยๆเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาดูได้

Monitor TV time infographic

ตรวจดูเวลาการดู TV โดยจำกัดจำนวนชั่วโมงที่ดูได้ในแต่ละวัน ใช้การตั้งค่าโดยผู้ปกครอง พูดคุยกับลูกหลานของคุณเกี่ยวกับเนื้อหาที่รับชม และใช้เวลาดู TV เป็นครอบครัว

3. เครื่องเล่นเกมและเกมออนไลน์

จากการสำรวจของ NPD group พบว่า 91% ของเด็กอเมริกันอายุระหว่าง 2 ถึง 17 ปีเล่นเกม โดยเครื่องเล่นเกมนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้พ่อแม่หลายคนกังวลมานั้นแล้ว เนื่องจากมีหลายๆเกมที่มีเนื้อหาที่รุนแรงหรือลามก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณจะต้องระวังว่าลูกๆของคุณเล่นเกมประเภทไหน

ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องเล่นเกมเหล่านี้หรือเกมออนไลน์ก็ยังมีตัวเลือกการเล่นแบบหลายคนได้ ซึ่งอาจทำให้เกิดการคุกคามจากผู้เล่นคนอื่นๆได้ มีหลายเกมที่อนุญาตให้ผู้เล่นจากทั่วโลกพูดคุยกับผู้เล่นคนอื่นๆได้ ดังนั้นลูกๆของคุณอาจจะพบกับ การคุกคามหรือการกลั่นแกล้งบนโลกอินเตอร์เน็ตได้ หรือพวกเขาอาจจะสร้างความสัมพันธ์กับผู้เล่นคนอื่นๆและให้ข้อมูลส่วนตัวกับคนเหล่านั้น

และเกมยังเป็นวิธีการที่ดีในการช่วยให้เด็กๆพัฒนาทักษะต่างๆ โดยช่วยให้พวกเขาพัฒนาทักษะในการแก้ปัญหา, เรียนรู้ในการทำเพื่อเป้าหมายระยะยาว, การทำงานเป็นทีม และยังเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว โชคดีที่เครื่องเล่นเกมหลายๆแบบนั้นมีคุณสมบัติที่ทำให้พ่อแม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นพ่อแม่สามารถเฝ้าดูการเล่นเกมของลูกๆได้

Monitor and encourage safe play infographic

ส่งเสริมให้ลูกๆของคุณพูดคุยเกี่ยวกับเกมที่เขาเล่น และทำให้แน่ใจว่าประวัติของพวกเขานั้นเป็นส่วนตัว ตั้งเครื่องเล่นเกมไว้ในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกัน ดูอายุผู้เล่นที่เหมาะสมของแต่ละเกม ใช้คุณสมบัติการควบคุมสำหรับพ่อแม่ในการติดตั้งประวัติ กำหนดและจำกัดประเภทของคนที่ลูกของคุณสามารถพูดคุยบนโลกออนไลน์ได้

4. โซเชียลมีเดีย

ถึงแม้รูปแบบของรายการทีวีและวิดีโอเกมจะเปลี่ยนไป พ่อแม่หลายๆคนก็มีความกังวลเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้มาเป็นเวลานานแล้ว แต่ตอนนี้โซเชียลมีเดียเป็นสิ่งใหม่ที่พวกเขาจะต้องกังวล

วัยรุ่นในอเมริกานั้นมีการใช้งานโซเชียลมีเดียกันอย่างแพร่หลาย; 71% ของวัยรุ่นเหล่านี้ใช้งานโซเชียลมีเดียมากกว่าหนึ่งแพลตฟอร์ม เด็กสมัยนี้ก็ใช้เวลามากมายไปกับโซเชียลมีเดีย มีการสำรวจโดยองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ชื่อว่า Common Sense Media ซึ่งพบว่าเด็กๆอายุระหว่าง 8 ถึง 12 ปีนั้นมีการออนไลน์หกชั่วโมงต่อวัน โดยส่วนใหญ่เป็นการใช้งานโซเชียลมีเดีย และเด็กที่อายุระหว่าง 13 ถึง 18 ปีนั้นอยู่บนโลกออนไลน์นานถึงเก้าชั่วโมง!

และจากการศึกษาล่าสุดของ Harvard ก็พบว่าถึงแม้โซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มส่วนใหญ่จะกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ใช้งานที่ 13 ปี แต่ 68% ของพ่อแม่ในการสำรวจนี้บอกว่าพวกเขาช่วยลูกๆที่อายุต่ำกว่านี้สร้างบัญชีโซเชียล

และโซเชียลมีเดียยังทำให้เด็กๆหรือวัยรุ่นติดได้ และยังเป็นช่องทางสู่หลายๆยอย่าง เช่น การกลั่นแกล้งบนโลกอินเตอร์เน็ต (cyberbullying), การแชร์สิ่งที่ไม่เหมาะสม, และการพูดคุยกับคนแปลกหน้า (ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องนี้ในส่วนถัดไป)

การใช้งานโซเชียลมีเดียนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการสร้างตัวตนทางสังคมของเด็กๆ และยังเป็นช่องทางในการเชื่อมต่อกับเพื่อนๆ และยังอาจเป็นวิธีที่ดีในการใช้เวลากับเพื่อนๆเหล่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการที่ต้องทราบขอบเขตของการใช้งานเพื่อให้การใช้โซเชียลมีเดียเป็นประสบการณ์ที่ดี

Safe rules for social media infographic

กำหนดสภาพแวดล้อมในการใช้งานที่ปลอดภัย อย่าปล่อยให้ลูกๆของคุณใช้โซเชียลมีเดียหากพวกเขายังไม่โตพอ ตั้งคอมพิวเตอร์ไว้ในสถานที่ส่วนรวม จำกัดระยะเวลาในการใช้งานโซเชียลมีเดีย ปิดการเข้าถึงตำแหน่งที่ใช้งานบนแอพ ปรับการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว เฝ้าดูการใช้งานของพวกเขา

5. การกลั่นแกล้งบนอินเตอร์เน็ต (Cyberbullying)

ถึงแม้ชีวิตของเด็กๆจะเริ่มอยู่บนโลกออนไลน์ แต่พวกที่ชอบกลั่นแกล้งก็อยู่บนโลกออนไลน์เช่นกัน

การกลั่นแกล้งบนอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่เราเห็นในข่าวกันบ่อยๆ รวมถึงการที่มีวัยรุ่นฆ่าตัวตายเนื่องจากถูกคุกคามบนโลกออนไลน์

การกลั่นแกล้งบนอินเตอร์เน็ตนั้นเกิดขึ้นได้บนทุกๆแพลตฟอร์มที่เราได้กล่าวถึงไปด้านบน และยังเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ: การปล่อยข่าวลือและส่งข้อความขู่ผ่านโซเชียลมีเดีย, ข้อความ, หรืออีเมล รวมถึงการปลอมตัวเป็นเด็กคนอื่นและโพสต์สิ่งที่น่าอาย, ส่งต่อรูปภาพส่วนตัวโดยไม่ได้รับอนุญาต, หรือโพสต์สิ่งต่างๆที่ทำให้เด็กคนอื่นรู้สึกไม่ดี

การกลั่นแกล้งบนอินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งที่อันตรายเพราะมันเป็นสาธารณะ ในอดีตหากมีเด็กถูกแกล้งที่สนามเด็กเล่นก็อาจมีเด็กคนอื่นเพียงไม่กี่คนที่เห็น แต่ตอนนี้ข้อมูลที่เป็นส่วนตัวที่สุดของเด็กบางคนอาจถูกส่งต่อไปทั่วโลกอินเตอร์เน็ตและมันก็จะอยู่ตรงนั้นจนกว่าจะมีการรายงานให้ลบออก

การกลั่นแกล้งบนโลกอินเตอร์เน็ตนั้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อเหยื่อเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อผู้กระทำ ซึ่งอาจมีผลต่ออนาคตของเด็กๆเหล่านั้น รวมถึงการเข้ามหาวิทยาลัยและการสมัครงาน

นอกจากนี้มันยังเป็นสิ่งที่ไม่ยอมไปไหน เพราะหากเด็กเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้งในรูปแบบเดิมนั้น บ้านอาจจะเป็นที่หลบภัยสำหรับพวกเขา แต่การที่ทุกคนสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดิจิทัลเหล่านี้ได้ทุกที่ ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการกลั่นแกล้งบนอินเตอร์เน็ตนั้นหาทางผ่อนคลายได้ยาก

และส่วนใหญ่แล้วเป็นเรื่องยากที่คุณจะทราบได้ว่าลูกๆของคุณกำลังถูกกลั่นแกล้งบนอินเตอร์เน็ต เนื่องจากมันเกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ทำให้พ่อแม่และครูไม่ทราบ และองค์กรด้านความปลอดภัยบนโลกอินเตอร์เน็ต i-SAFE พบว่า มีเด็กๆที่ถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ไม่ถึงครึ่งที่เล่าเรื่องที่พวกเขาพบเจอให้พ่อแม่หรือผู้ใหญ่คนอื่นๆฟัง และจากผลสำรวจของทางการสหรัฐฯพบว่า 21% ของเด็กอายุระหว่าง 12 ถึง 18 ปีเคยถูกกลั่นแกล้งและประมาณ 16% ถูกกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์

สิ่งที่ดีที่สุดในการป้องกันหรือหยุดการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์คือการทราบถึงพฤติกรรมของลูกคุณ โดยอาจสังเกตได้จากสัญญาณเตือนต่างๆ

เด็กที่ถูกกลั่นแกล้งอาจจะปิดบัญชีโซเชียลมีเดียของพวกเขาและเปิดอันใหม่ หรืออาจจะเริ่มหลีกเลี่ยงการเข้าสังคมถึงแม้พวกเขาจะเคยชอบเข้าสังคมในอดีต ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ(และผู้กระทำ)ของการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์นี้มักจะแอบหน้าจอหรืออุปกรณ์ของพวกเขาเมื่อมีคนอยู่รอบๆ และพยายามจะปิดบังสิ่งที่พวกเขาทำบนโลกออนไลน์ พวกเขาอาจจะกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุขและเก็บตัว

Cyberbullying infographic

คุณควรคุยกับลูกเกี่ยวกับการกลั่นแกล้งบนโลกอินเตอร์เน็ต

6. ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของข้อมูล

ในฐานะพ่อแม่ พวกเราอาจจะเป็นกังวลกับผลกระทบของโลกออนไลน์ที่อาจมีต่อสภาพจิตใจและร่างกายของลูกๆ เด็กๆนั้นได้รับผลกระทบจากภัยคุกคามเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลได้ง่าย ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายด้านการเงินได้ด้วย ซึ่งก็เป็นภัยคุกคามเดียวกับที่ผู้ใหญ่เจอ: มัลแวร์และไวรัส, ฟิชชิ่งสแคมและโจรที่ขโมยข้อมูลระบุตัวตน

ปัญหาก็คือเด็กๆนั้นมีประสบการณ์น้อยและเชื่อคนง่ายกว่าพวกผู้ใหญ่มาก สำหรับพวกเขา การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวเช่นชื่อเต็มหรือที่อยู่อาจจะดูไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับพวกเขา พวกเขาอาจถูกหลอกโดยบุคคลที่สามที่ไม่หวังดีให้เปิดเผยข้อมูลบัตรเครดิตของคุณได้

มีหลายวิธีที่พวกแฮคเกอร์และโจรใช้ในการขโมยข้อมูลจากเด็กๆ เช่น ผ่านเกม, ภาพยนตร์, หรือริงโทนให้ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถปล่อยไวรัสใส่คอมพิวเตอร์ของคุณและขโมยข้อมูลต่างๆได้

แฮคเกอร์ที่ปลอมตัวเป็นบริษัทต่างๆ เช่น Google นั้นมีการส่งอีเมลมาหลอกถามรหัสผ่านของลูกของคุณ หรืออาจจะปลอมตัวเป็นเพื่อนๆของลูกคุณได้

คุณควรคุยกับลูกเรื่องอะไรบ้าง?

  • คุยกับลูกของคุณถึงสิ่งที่เป็นภัยคุกคามบนโลกออนไลน์ ทำให้แน่ใจว่าพวกเขาทราบว่าการโจมตีโดยแฮคเกอร์คืออะไรและเว็บไซต์หรือเกมที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นอย่างไร พวกเขาจะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของสแคมเหล่านี้
  • ทำให้แน่ใจว่าพวกเขาเก็บข้อมูลเป็นส่วนตัวและไม่เปิดเผยชื่อจริง, เบอร์โทรศัพท์, ที่อยู่, หรือโรงเรียน บนพื้นที่สาธษรณะ
  • คุยกับลูกของคุณเกี่ยวกับรหัสผ่าน การมีรหัสผ่านที่แข็งแรง นั้นเป็นสิ่งแรกที่จะช่วยป้องกันแฮคเกอร์ การใช้ เครื่องมือสร้างรหัสผ่านที่ปลอดภัย อย่างที่เราใช้นั้นเป็นวิธีที่ดี การทดลองใช้รหัสผ่านด้วยกันเป็นวิธีการที่สนุกในการทำให้แน่ใจว่ารหัสผ่านของลูกของคุณมีความแข็งแรงที่สุด
  • บอกให้ลูกของคุณ หลีกเลี่ยงการใช้ WiFi สาธารณะ – เนื่องจากนี่เป็นวิธีที่ง่ายดายสำหรับแฮคเกอร์ในการเข้าถึงอุปกรณ์ของเด็กๆ

สิ่งที่ช่วยให้คุณสร้างสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย:

  • ติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสบนคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆของสมาชิกทุกคนในครอบครัว
  • คิดถึงการติดตั้ง VPN บนคอมพิวเตอร์ของคุณ VPN หรือ เครือข่ายส่วนตัวเสมือน นั้นจะเข้ารหัสการเชื่อมต่อของคุณและให้คุณใช้งานอินเตอร์เน็ตได้โดยไม่ระบุตัวตน ทำให้แฮคเกอร์เข้าถึงและขโมยข้อมูลส่วนตัวของคุณได้ยาก
  • ถ้าหากคุณและลูกๆใช้อุปกรณ์หลายๆเครื่องในบ้าน ลองพิจารณา การติดตั้ง VPN บนเราเตอร์ ซึ่งจะทำให้ทราฟฟิคทั้งหมดบนอินเตอร์เน็ตที่เดินทางผ่านเราเตอร์นั้นได้รับการปกป้องโดยที่ไม่ต้องติดตั้ง VPN บนอุปกรณ์ทุกเครื่อง
  • ติดตั้ง เครื่องมือบล็อคโฆษณา เพื่อที่ลูกๆของคุณจะไม่ต้องพบกับโฆษณาต่างๆที่หลอกล่อให้พวกเขาดาวน์โหลดโปรแกรมที่เป็นอันตรายเข้ามาบนคอมพิวเตอร์
  • หากพวกเขามีสมาร์ทโฟน คุณต้องแน่ใจว่า การตั้งค่าควมปลอดภัย นั้ยอยู่ในระดับสูงสุด

7. การเข้าดูเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมบนโลกออนไลน์

เนื่องจากอินเตอร์เน็ตเป็นพื้นที่เปิดและเป็นพื้นที่สาธารณะ และมันยังเป็นสถานที่ที่เด็กๆอาจจะเจอกับเนื้อหาต่างๆที่เหมาะกับผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่เมื่อคุณเห็นแล้วอาจรู้สึกไม่พอใจ,สับสน, หรือหดหู่ “เนื้อหาที่ไม่เหมาะสม” นี้มีความหมายที่แตกต่างกันไปสำหรับหลายๆคน ตั้งแต่คำหยาบไปจนความรุนแรงหรือความลามก

ถึงแม้นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท้ายที่สุดแล้วคุณก็จะต้องพูดคุยกับลูกๆของคุณเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาอาจจะพบเห็นบนโลกออนไลน์ มีเด็กๆหลายคนที่ไม่บอกพ่อแม่เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งที่พวกเขาอาจจะไม่ควรเห็น เนื่องจากพวกเขาอาจกลัวว่าพ่อแม่จะโกรธและยึดอุปกรณ์หรือห้ามไม่ให้เล่นอินเตอร์เน็ต

ถ้าลูกของคุณพูดถึงสิ่งเหล่านี้ให้คุณฟัง สิ่งที่ดีที่สุดก็คือตอบพวกเขาอย่างใจเย็นและพูดคุยกันอย่างเปิดใจ ถ้าหากเนื้อหาเหล่านั้นเป็นเนื้อหาที่ลามก ลูกของคุณอาจจะรู้สึกขัดเขิน โดยเฉพาะเมื่อต้องพูดถึงสิ่งเหล่านี้กับพ่อแม่ ทำให้พวกเขาทราบว่าพวกเขาสามารถคุยกับคุณได้โดยที่คุณจะตอบคำถามทุกอย่างโดยไม่ตัดสินพวกเขา

เด็กๆอาจจะพบเห็นเนื้อหาที่ลามกบนโลกออนไลน์ได้ด้วยหลายเหตุผล พวกเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจ หรืออาจจะมีเพื่อนส่งมาให้ หรือพวกเขาอาจจะหาดูเองเพราะความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติ

ดังนั้นการพูดคุยกับลูกๆของคุณตรงๆอย่างเปิดใจเกี่ยวกับเซ็กซ์นั้นช่วยได้มาก และการพูดคุยเกี่ยวกับสื่อลามกอนาจารที่อยู่บนโลกออนไลน์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าสื่อลามกอนาจารนั้นอาจมีผลกระทบที่เป็นอันตรายต่อเด็กๆ เพราะอาจจะทำให้พวกเขาเข้าใจเรื่องเซ็กซ์ในทางที่ผิดหรือบิดเบือน และสื่อลามกอนาจารอาจจะทำให้พวกเขาเห็นคนอื่นเป็นวัตถุที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดแทนที่จะเป็นคน ในขณะเดียวกันมันก็เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเซ็กซ์และความสัมพันธ์ บทสนทนานี้เป็นโอกาสที่ดีที่จะแสดงแหล่งข้อมูลที่ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้กับลูกๆของคุณดู

มีหลายขั้นตอนในการปกป้องลูกๆของคุณจาากการเข้าถึงเนื้อหาที่พวกเขายังไม่พร้อมจะเห็น เช่นการตั้งค่าการควบคุมโดยพ่อแม่บนการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตของคุณ แต่ควรทราบว่าการตั้งค่าทางเทคนิคเหล่านั้นไม่สามารถแทนที่การพูดคุยกับลูกของคุณได้

พูดคุยกับลูกของคุณ:

  • ทำให้พวกเขาทราบว่าพวกเขาสามารถมาหาคุณได้เสมอหากมีสิ่งที่รบกวนพวกเขาหรือหากพวกเขามีคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เขาพบเห็นบนโลกออนไลน์
  • ทำให้พวกเขาทราบว่าการอยากรู้เรื่องเซ็กซ์นั้นเป็นเรื่องปกติ และให้พวกเขาดูแหล่งข้อมูลออนไลน์ที่เป็นประโยชน์เช่น Brook และ Thinkuknow โดย Thinkunow นั้นมีประโยชน์ต่อเด็กๆที่อายุน้อยโดยเฉพาะ และมีเนื้อหาสำหรับเด็กๆในวัยที่แตกต่างกัน การเข้าเว็บไซต์นี้ด้วยกันและพูดคุยกับลูกๆไปพร้อมๆกันนั้นอาจเป็นประโยชน์

สิ่งที่คุณสามารถทำได้เพื่อบล็อคเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม:

  • ตั้งค่าฟิลเตอร์เพื่อบล็อคเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเช่นสื่อลามกอนาจาร ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตของคุณ(ISP) รวมถึงเครื่องเล่นเกมนั้นควรมีบริการคุณสมบัติที่ทำให้พ่อแม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งโดยปกติแล้วบริการเหล่านี้สามารถตั้งค่าได้ง่าย
  • ตั้งค่า Google เป็นโหมด “ปลอดภัย” เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกๆของคุณเห็นเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ติดตั้ง ตัวบล็อคโฆษณา เพื่อป้องกันไวรัสซึ่งอาจมาพร้อมกับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม

8. นักล่าเหยื่อบนโลกออนไลน์

ในส่วนสุดท้ายนี้ เราพูดถึงภัยมืดบนโลกออนไลน์ที่น่ากลัวที่สุด: การล่าเด็กบนโลกออนไลน์ จากการศึกษาของกระทรงยุติธรรมของสหรัฐฯพบว่า มีเด็กที่ใช้อินเตอร์เน็ต 13% ที่เคยตกเป็นเหยื่อของ การพูดคุยทางเพศที่ไม่พึงประสงค์ และ 1 ใน 25 ของเด็กๆเหล่านี้นั้นได้รับการขอให้ติดต่อแบบออฟไลน์

นักล่าเหล่านี้ใช้วิธีการที่เรียกว่า “กรูมมิ่ง” ซึ่งเป็นการพยายามร้างความสัมพันธ์กับเด็กๆโดยมีจุดประสงค์ในการล่วงเกินพวกเขา

อินเตอร์เน็ตทำให้นักล่าเด็กเหล่านี้ทำงานได้สะดวกขึ้น นักล่าเหล่านี้กำหนดเป้าหมายบนสื่อออนไลน์ทุกชนิด: โซเชียลมีเดีย, อีเมล, ข้อความ, และอีกมากมาย แต่ขณะนี้วิธีที่พบมากที่สุดคือการติดต่อผ่านห้องแชทออนไลน์: 76% ของผู้ที่พบเจอกับนักล่าบนโลกออนไลน์นี้เริ่มต้นจากห้องแชท

13% of kids with internet access are victims of sexual advances

นักล่าเหล่านี้มักจะสร้างอัตลักษณ์ออนไลน์หลายๆแบบ เช่น การปลอมตัวเป็นเด็กเพื่อล่อให้เด็กๆเหล่านี้พูดคุยด้วยและพยายามหาข้อมูลเกี่ยวกับเด็กเหล่านี้ให้มากที่สุดผ่านโซเชียลมีเดียหรือสิ่งที่เด็กๆโพสต์ในห้องแชท

นักล่าเหล่านี้อาจจะติดต่อเด็กๆหลายคนภายในเวลาเดียวกันแต่ส่วนใหญ่จะมุ่งไปที่เด็กที่ดูเปราะบางที่สุด และนักล่าพวกนี้ไม่เพียงต้องการคุยกับเด็กๆบนโลกออนไลน์เท่านั้น แต่บ่อยครั้งที่มีการล่อลวงหรือบังคับให้เด็กที่ตกเป็นเหยื่อทำกิจกรรมทางเพศผ่านการเปิดเว็บแคมหรือการส่งรูปโป๊ หรืออาจมีการพยายามนัดเจอผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในโลกแห่งความจริง

การจะทราบว่าลูกของคุณตกเป็นเหยื่อหรือไม่นั้นอาจเป็นเรื่องยาก เนื่องจากปกติแล้วพวกเขามักจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับจากพ่อแม่ แต่มีสัญญาณเตือนบางอย่าง: เด็กๆที่ถูกหลอกโดยนักล่าเหล่านี้อาจจะพยายามเก็บความลับเนื่องจากพวกเขาถูกขู่ไม่ให้บอกพ่อแม่หรือเพื่อนๆ เด็กเหล่านี้อาจกลายเป็นเด็กที่เศร้าหรือเก็บตัว, เหม่อลอย หรือมีอารมณ์แปรปรวน การทำให้ลูกของคุณทราบว่าคุณพร้อมที่จะพูดคุยกับพวกเขาในทุกๆเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ

คุณควรพูดคุยกับลูกเรื่องอะไรบ้าง?

  • พูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับความเสี่ยงที่จะพบกับนักล่าออนไลน์ ทำให้แน่ใจว่าพวกเขาระมัดระวังเกี่ยวกับคนที่พวกเขาคุยด้วยและไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัวกับคนแปลกหน้า
  • บอกลูกๆของคุณว่าพวกเขาสามารถเล่าปัญหาให้คุณฟังได้ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
  • คิดถึงการแสดงเนื้อหาที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ลูกๆของคุณดู เช่นวิดีโอที่ดีของ Thinkuknow
  • หากคุณคิดว่าลูกของคุณมีความเสี่ยง มองหาความช่วยเหลือจากโรงเรียน, นักสังคมสงเคราะห์ และตำรวจ

บทสรุป

มีเครื่องมือทางเทคนิคหลายรูปแบบที่จะช่วยให้ลูกของคุณปลอดภัยบนโลกออนไลน์ ซึ่งมีตั้งแต่ VPN และซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสไปจนถึงอินเตอร์เน็ตฟิลเตอร์และการควบคุมสำหรับพ่อแม่ แต่เครื่องมือเหล่านี้นั้นไม่เพียงพอต่อการทำให้ลูกของคุณปลอดภัย

อย่างที่เราได้ย้ำไปแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การใช้เครื่องมือที่ซับซ้อน (จริงๆแล้วเครื่องมือเหล่านี้นั้นตั้งค่าได้ง่าย ดังนั้นอย่ากังวลหากคุณไม่มีความรู้ด้านเทคนิค) และก็ไม่ใช่การที่คุณจะต้องมีข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งใหม่ๆที่เกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ต – เพราะเชื่อเถอะ ยังไงคุณก็ตามไม่หมด!

สิ่งที่สำคัญที่สุดและก็เป็นสิ่งที่ยากที่สุดก็คือการที่คุณมีการพูดคุยอย่างเปิดใจบ่อยๆกับลูกของคุณเกี่ยวกับชีวิตของเขาจำไว้ว่าผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต, โซเชียลมีเดีย, ผู้ให้บริการเกม, และทุกๆคนบนโลกออนไลน์อาจจะช่วยให้คุณติดตั้งการจำกัดการเข้าถึงคอนเทนต์ได้ แต่พวกเขาอาจจะไม่ได้คำนึงถึงลูกของคุณเป็นที่หนึ่ง

คนที่จะช่วยให้ลูกของคุณปลอดภัยได้มากที่สุดก็คือคุณ ดังนั้นการพูดคุยถึงความปลอดภัยบนโลกอินเตอร์เน็ตเป็นวิธีการที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์และความเชื่อใจกับลูกของคุณ

ความปลอดภัยบนอินเตอร์เน็ตนั้นควรเป็นสิ่งที่พ่อแม่และผู้ปกครองทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง หากคุณคิดว่าคู่มือนี้มีประโยชน์ โปรดแชร์กับเพื่อนๆและครอบครัวของคุณบน Facebook และ Twitter

อย่าลังเลที่จะแบ่งปันหรือคัดลอกโพสต์นี้หรือบางส่วนในโพสต์นี้ไปยังเว็บไซต์ บล็อกหรือเครือข่ายสังคมของคุณ สิ่งเดียวที่เราขอก็คือโปรดแจ้งว่าเนื้อหาดังกล่าวเป็นของเรา เราอยากให้เด็ก ๆ ปลอดภัย และการที่คุณช่วยบอกต่อนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

สิ่งนี้มีประโยชน์หรือไม่? ทำการแชร์!
แชร์บน Facebook
Tweet สิ่งนี้